Upcoming Exhibitions





การแสดงศิลปกรรมร่วมสมัยนานาชาติ Thailand Biennale, Krabi 2018

๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ - ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒
พื้นที่ธรรมชาติ จ.กระบี่

สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม ได้จัดโครงการการแสดงศิลปกรรมร่วมสมัยนานาชาติ ภายใต้ชื่อ Thailand Biennale โดยมีเป้าหมายที่จะจัดโครงการทุก ๒ ปีในแต่ละจังหวัดทั่วประเทศไทย ตามลักษณะของการจัดนิทรรศการหรือเทศกาลศิลปะนานาชาติเบียนนาเล่ที่จัดขึ้นทุกสองปี ผลงานศิลปะจะถูกจัดวางอยู่กลางแจ้ง ในพื้นที่ธรรมชาติหลายพื้นที่ในจังหวัดกระบี่ ในรูปแบบของศิลปะเฉพาะที่ (site-specific art) เป็นงานศิลปะที่สร้างขึ้นบนตำแหน่งที่เฉพาะเจาะจง สิลปินจะต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ที่จะสร้างงานศิลปะเป็นสำคัญ ประกอบกับการออกแบบและการสร้างตัวงานศิลปะ ภายใต้แนวคิดหรือแก่นเรื่อง "สุดขอบฟ้าแห่งดินแดนมหัศจรรย์ (Edge of the Wonderland)"

เรื่องราวเกี่ยวกับ 'แดนมหัศจรรย์ (wonderland)' ล้วนแตกต่างกันไปในแต่ละวัฒนธรรม ในโลกตะวันตกนั้นมีเรื่องเล่าโด่งดังจากอังกฤษที่แต่งโดย Lewis Carroll เมื่อ ค.ศ. ๑๘๖๕ เกี่ยวกับการผจญภัยของอลิซ เด็กหญิงผู้ซึ่งพลัดตกลงไปในหลุมกระต่ายที่นำไปสู่ดลกแห่งจินตนาการอันเต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตประหลาด ดินแดนนี้ถูกซ่อนอยู่แต่สามารถเชื่อมโยงกับโลกแห่งความเป็นจริงได้ ผ่านความฝันและการเดินทางในจินตนาการ

ในโครงการการแสดงนิทรรศการครั้งนี้ ดินแดนมหัศจรรย์ ได้ถูกสำรวจจากส่วนที่เป็นแนวชายขอบ การใช้คำว่า 'edge' ในแนวคิดหลักของนิทรรศการมีความสำคัญ ๓ ประการ คือ ๑. การใช้เพื่อบ่งบอกถึงสภาพภูมิศาสตร์ เนื่องจากพื้นที่สำหรับจัดแสดงผลงานล้วนตั้งอยู่บนแนวชายฝั่งทะเล ซึ่งเป็นแนวกั้นเขตแดนระหว่างแผ่นดินใหญ่และทะเลอันดามัน 

๒. 'edge' ที่หมายถึงคมมีด ยังมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และสังคมวัฒนธรรมในพื้นที่ ใน พ.ศ. ๒๔๑๕ ชาวบ้านในท้องถิ่นได้ขุดพบกระบี่โบราณสองเล่มที่บ้านนาหลวง และนำไปมอบให้กับผู้ครองเมือง กระบี่สองเล่มนี้เคยถูกนำมาเก็บไว้ในลักษณะไขว้กันในถ้ำของเขาขนาบน้ำ เพื่อเป็นสิริมงคลในช่วงการพัฒนาเมืองกระบี่ และได้กลายมาเป็นตราสัญลักษณ์ประจำจังหวัด โดยมีฉากหลังเป็นมหาสมุทรอินเดียและเขาพนมเบญจา

๓. ในเชิงบริบทของดินแดนมหัศจรรย์ 'edge' หรือชายขอบเป็นเส้นคั่น ระหว่าง ใน  และ นอก เป็นจุดหักเหเช่นเดียวกันกับโพรงกระต่ายในการผจญภัยของอลิซ ที่อยู่ระหว่างเรื่องจริงและเรื่องที่แต่งขึ้น การมีอยู่และจินตนาการ วัตถุและจิตวิญญาน ความเจนจัดและความอ่อนต่อโลก ระหว่างการรู้และการไม่รู้


Thailand Biennale, Krabi 2018

2 November 2018 - 28 February 2019

Natural sites in Krabi province, Thailand

curated by Jiang Jiehong 
co-curated by Vipash Purichanont, Vichaya Mukdamanee, Haisang Javanalikhikara and Panatchakorn Viratmalee

http://thailandbiennale.org/en_US/

This four-month outdoor exhibition in Krabi is not curated to display traditional forms of artwork, such as sculptures or paintings within the notion of 'public art', but rather, it encourages creative strategies and innovative practices for site-specific installations. How would any artistic response to the sites harmoniously and creatively become part of the landscape?

Different version of a 'wonderland' derive from different cultures. In the West, we have learnt the renowned English story of Alice's adventures, written by Lewis Carroll in 1865, where a young girl called Alice falls through a rabbit hole into a world of fantasy populated by many eccentric, anthropomorphic creatures, such as the White Rabbit in a waistcoat, the Hatter, the Hookah-Smoking caterpillar, and the Cheshire Cat with its distinctive grin. This land connects to our everyday reality and yet, it is somehow hidden and can only be visited through dreams and imaginary journeys.

In South Asia, there is the legendary Himmapan Forests, which surrounds the base of Mount Meru in Hindu mythology. They are blessed under the Buddhist heavens, invisible to the human eye and inaccessible by mortals. The Himmapan Forests are also believed to be the home of many supernatural beings, such as the Naga (a serpent deity), the Kinnaree (a half-human, half-swan) and the Garuda (the king of birds). These creatures have become prominent, recurring motif in Thai's traditional art and classical literature and are included in the Epic Tale of Ramayana and Manohara and Prince Sudhana. It is through these forms that the myth of the wonderland continues.

In this curatorial project the wonderland is revisited from its very edge. The term 'edge' included in the title has three signifiers. First, it is simply geographically indicative. Similar to other provinces of Thailand on the west coast, Krabi and the venues of the Thailand Biennale in particular, are situated on the coastline and can be seen as part of the edge either the mainland or the Andaman Sea. It is the start and at the same time, the end of a territory, from which it belongs and departs.

Second, edge has its own historical and cultural significance in the region. In 1872, local villagers unearthed two ancient swords (krabi in Thai) at Ban Na Luang and were presented to the governors. These two single edged swords were once placed crossing each other in the cave Khao Khanab Nam as auspicious symbols during regional development, and later to become the provincial emblem against the background of the Indian Ocean and the Phanom Bencha Mountain. The swords are above all natural beings. They are sacred and yet, their origin and ownership remain unknown. Legends and stories ensue with a variety of versions of interpretations.

Third, conceptually, in the context of wonderland, edge is precisely the border line between in and out. It is a pivotal point; like the rabbit hole in Alice's adventure, between reality and fiction, the existent and the imagined, the material and the spiritual, the experienced and the unworldly, and ultimately, the known and the unknown. It represents the origination of a wonderland, leading one's curiosity, and indeed, inspiring one to explore, venture, and imagine.



เทศกาลศิลปะขอนแก่นแม่นอีหลี: เหลี่ยม มาบ มาบ #1
ศิลปะชุมชน ผู้คนมีส่วนร่วม

๖ - ๒๖ ตุลาคม ๒๕๖๑
อาคาร GF, Huak Society, YMD Art Space จังหวัดขอนแก่น

เปิดนิทรรศการ วันเสาร์ที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๖๑

เทศกาลศิลปะขอนแก่นแม่นอีหลี: เหลี่ยม มาบ มาบ # 1 มีจุดมุ่งหมายและเจตจำนงที่จะเปิดพื้นที่การแสดงออกทางศิลปะแขนงต่างๆที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์ เชื่อมโยงกับชุมชน ในบริบทของศิลปวัฒนธรรมย่อยของผู้คนที่ถูกผลักดันออกไปจากกระแสหลักของการพัฒนา เพื่อให้เห็นถึงภูมิทัศน์ทางสังคม ศิลปะ วัฒนธรรม ที่ศิลปินได้แสดงออกในฐานะภาพแทนของผู้คนเหล่านั้น อีกทั้งผู้คนในชุมชนต่างๆ สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงออกในสิทธิทางศิลปวัฒนธรรมอย่างเปิดเผยชัดเจน ในฐานะปฏิบัติการเชิงศิลปะ ในรูปแบบกระบวนการต่างๆทางศิลปะ 

ศิลปะได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือกลไกในการรับใช้ฝ่ายปกครอง ในการสร้างความเป็นชาติและรักษาสถานะของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างภาพลักษณ์ของการสมานฉันท์สามัคคี เพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับราษฎร ในทางกลับกันศิลปวัฒนธรรมที่เกิดจากสามัญชนคนธรรมดา กลับเป็นประเด็นเกี่ยวข้องกับการต่อต้านการเมืองแบบผูกขาดการใช้อำนาจหรือเผด็จการ 'กบฎผู้มีบุญ' หรือ 'กบฎผีบุญ' เกิดขึ้นในปี ค.ศ. ๑๙๐๑ ถึง ๑๙๐๒ เกิดจากปฏิกิริยาของคนในท้องถิ่นของอีสานที่ต่อต้านนโยบายของรัฐ ในการเพิ่มภาษี การปฎิรูปการปกครอง การขูดรีด การเอารัดเอาเปรียบ การแทรกแซงวัฒนธรรมจากภาครัฐ นโยบายเหล่านี้ทำให้พวกเขาไม่ได้รับความสงบสุข การต่อต้านนี้ได้แผ่ขยายไปยัง ๑๓ จังหวัดในอีสาน นำโดยแกนนำจำนวน ๖๐ คน ซึ่งได้แสดงเจตนารมณ์และเล่าเรื่องราวของพวกเขาผ่านทางหมอลำ หมอลำเป็นศิลปะการแสดงของคนอีสาน ที่ผสมผสานพิธีกรรม ความเชื่อและการบันเทิงเข้าด้วยกัน หมอลำได้กลายเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดกันจากรุ่นสู่รุ่น แม้ว่ากบฎผู้มีบุญจะถูกปราบปรามในช่วงเวลาอันสั้น แต่จิตวิญญานขบถยังคงอยู่ในภูมิภาคอีสานและการต่อสู้ยังคงดำเนินต่อ การต่อสู้กับความอยุติธรรมต่างๆ เพื่อให้ได้ซึ่งสิทธิและผลประโยชน์ทางการเมือง สังคม 

การไม่หยุดนิ่งหรือเพิกเฉยเป็นสิ่งร่วมสมัย ในขณะที่วิถีศิลปวัฒนธรรมหลักของรัฐ กลายเป็นกระแสบริโภคหลัก การปกครองรวมศูนย์จากส่วนกลางที่พยายามควบคุมรวบอำนาจศิลปวัฒนธรรม การกดทับและลดทอนคุณค่า  ขนบธรรมเนียมและวิถีชุมชน จนทำให้ผู้คนในท้องถิ่นไม่สามารถที่จะแสดงออกถึงอัตลักษณ์และนิยามตัวตนอย่างภาคภูมิใจ การต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิและเสรีภาพจึงเกิดขึ้น กลุ่มชุมชนได้ผลิตสร้างศิลปวัฒธรรมที่เป็นลักษณะเฉพาะของกลุ่มขึ้นมาในฐานะวัฒนธรรมย่อย เพื่อปฏิเสธการครอบงำจากสายศิลปวัฒนธรรมกระแสหลัก เทศกาลศิลปะขอนแก่นแม่นอีหลี มีจุดมุ่งหมายที่จะเปิดพื้นที่การแสดงออกทางศิลปะแขนงต่างๆ ที่เชื่อมโยงสัมพันธ์กับชุมชน ในบริบทของศิลปวัฒนธรรมย่อย (subculture) เพื่อให้เกิดการสนทนา แลกเปลี่ยน สื่อสาร ตั้งคำถาม ต่อรอง อันเป็นการกระตุ้นให้เกิดความตระหนักในสำนึกแห่งความเป็นมนุษย์


Khonkaen Manifesto : Flashy Flashes #1
Community art, Participatory perspective

6th - 26th October 2018

GF Building, Huak Society, YMD Art Space, Khon Kaen city, Thailand

curated by Thanom Chapakdee
co-curated by Nibhon Khankaew, Ekkalak Napthuesuk, Tanomsuk Chaicom, Arthit Mulsarn, Ugrid Jomyim, weerayut Phosri and Ampanee Satoh

Opening: Saturday, October 6th, 2018

http://khonkaenmanifesto.art/home/

Khonkaen Manifesto: Flash Flashes #1 aims to open up spaces through and for the arts in various mediums and branches engaging with marginalized subcultures and communities. To give voice as well as platform to those exploited, forgotten and displaced by overwhelming main-stream developments whether that be cultural, social, political or economical. Craft, fashion, music, theatre and performances embodied by those at the periphery has long been a medium of their social fabric, weaved into their everyday life, an expression and representation of their livelihoods, their art. For example, Mor-lam: a subcultural performance which passes its wisdom and ideology of the practitioners to the communities through festive music and vivid movements. These contemporary practices are brought to the forefront in Khonkaen Manifesto in hopes that the communities can participate as collaborators and outspokenly express their cultural rights through artistic practices.

Art and culture's role as an ideological state apparatus has long since been crucial to the building and maintaining of nation states, employed to inculcate citizens with its charms for an orderly life, albeit a specific kind of order with a specific agenda. They are used not only to paint a harmonious image for the delight of the people but also animate them in national fervor. Inversely art and culture which looms from the commons is a mode of resistance against these hegemonic powers. As is so historically with the people in the northeastern region of Isaan, when the forces of Neo-Siam overwhelmed and threatened their way of living.

Resistances rose against the central authority during the reign of Rama V in Isaan, manifested as the Phee Boon Rebellion (1901-1902) which spreads over 13 provinces due to indignation in politics, society, and economy that threatened to reshape their way of living. Led by 60 rebels, who proclaimed themselves miracle makers, messiahs and magicians, they expressed their ideologies and tell their tales through Mor-lam, a performance of their cultural heritage passed down through generations, which weaved rituals, beliefs, and entertainment together.

Although the Phee Boon Rebellion was subjugated shortly thereafter, the spirit of resistance continues. Such as that in 1940 during the reign of Rama VIII, dissatisfied with the imposition of the Neo-Siam grand cultural narrative coupled with exorbitant property taxes despite natural disasters as well as arbitrary laws, Nor-lam Sopa Poltri Rebellion once again employs the medium as a method of their resistance. Singing songs that tells of the injustices, he was later arrested that year.

The story of the Mor-lam Sopa Poltri Rebellion and his courage to resist through the art of Mor-lam against state mechanisms has never been told elsewhere, but for those in Khon Kaen, no matter how long time has passed it is still central to their ethos. The Dao Din activist group which formed against political injustices as well as other local communities as a response to potash mining were arrested. Despite that, today forms of resistance continues. Rapid development and modernization of the area sees increasing problems of exploitation in natural resources and establishments of unfair economic models all the whilst diminishing the rights of the citizens, yet still more and more rise up.

Khonkaen Manifesto: Flash Flashes #1 inherits the rebellious spirit of the Mor-lam as well as its potential, to carry on this spirit and aesthetics of resistance through artistic and cultural approaches, and to address issues pertinent to the public - The very issues which were eclipsed and suppressed by enforced developments and their allegiance to unbridled economic modernization always comes at the cost of a marginalized community. That is the predicament of Khon Kaen people, drowned under ceaseless waves of what one calls progress.



สนามภาพ

๑๗ สิงหาคม - ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๑
River City Bangkok
ห้อง ๒๐๖ ชั้น ๒ ศูนย์การค้าริเวอร์ซิตี้แบงค็อก

คิวเรเตอร์ สืบแสง แสงวชิระภิบาล

ศิลปิน เกศ ชวนะลิขิกร / เจษฎา ตั้งตระกูลวงศ์ / นาวิน ตันธนะเดชา / สนิทัศน์ ประดิษฐ์ทัศนีย์ /         สุจินต์ วัฒนวงศ์ชัย

นิทรรศการ "สนามภาพ" (Visual Field : Senses & Transfigurtions) อภิปรายมุมมองของการมองเห็น ผ่านประสบการณ์ข้อมูลทางภาพ การสัมผัส ถ่ายเทสสารสู่กระบวนการทางศิลปะร่วมสมัย "สนามภาพ" หรือสนามสายตา กล่าวคือ พื้นที่ของภาพจากมุมมองมนุษย์ผ่านดวงตาทั้งสองข้าง (ซ้าย ขวา หรือเรียกว่า combination of visaul field) ที่ทำงานสอดประสานกัน เพื่อนำข้อมูลทางภาพเข้าสู่การแปลงผลลัพธ์เชิงข้อมูลทางสมอง การตอบสนองเชิงผลกระทบทางจิตใจ ตรรกะและการแสดงออก การนำเข้าทางข้อมูลภาพ และการถ่ายทอดภาพผ่านกระบวนการสร้างสรรค์ เป็นลักษณะการทำงานของศิลปินตั้งแต่ในอดีตกระทั่งปัจจุบัน หากกระบวนการรับรู้ข้อมูลทางภาพ และการถ่ายทอดมีความแตกต่างกันออกไปจากวัฒนธรรม สังคม เศรษฐกิจ เทคโนโลยี ตลอดจนสิ่งแวดล้อมของภูมิภาคนั้นๆที่ศิลปินซึมซับ

นิทรรศการ "สนามภาพ" สร้างสภาวะปรากฎการณ์จำลองทางภาพโดยศิลปินทั้งห้าคน ผ่านเลนส์มุมมองเชิงปัจเจกบุคคล การรับรู้เชิงสนามภาพของศิลปิน ก่อเกิดกระบวนการการเรียบเรียงผลกระทบทางความรู้สึก จินตนาการ ตลอดจนความคิดเชิงเหตุและผล เปลี่ยนถ่ายข้อมูลทางภาพเข้าสู่กระบวนการสร้างสรรค์ร่วมสมัย ทั้งรูปแบบจิตรกรรมนามธรรม ศิลปะจัดวางและวัตถุทางศิลปะ อย่างไรก็ตาม นิทรรศการ "สนามภาพ" สามารถแสดงสาระเชิงประจักษ์ของสภาวะศิลปะไทยร่วมสมัย ผ่านรูปแบบและความคิดทางศิลปะ ที่เชื่อมโยงเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงทางสังคมเศรษฐกิจ ความเชื่อและคุณค่าความหมายของชีวิต ธรรมชาติ ที่คงปรากฎอยู่ในสังคมร่วมสมัยไทย


Visual Field : Sense & Transfigurations

August 30 - November 30, 2018
River City Bangkok

Opening Reception: August 17th, 6pm

curated by Suebsang Sangwachirapiban

Artists: Kade Javanalikhikara, Jedsada Tangtrakulwong, Navin Tantanadaecha, Sanitas Praddittasnee and Sujin Wattanawongchai

Visual Field : Senses & Transfigurations, an exhibition expressing the conceptualisation of data visualisation; this includes the perception of visual information, sensing of the image, and the rationale behind the creation of each piece and transformation into contemporary art practices. The conceptualisation is reached through each individual's personality, experience and interpretation.

The artworks manifest each artist's processing, interpretations, and composition of their artistic visions. Fourteen selected pieces will reflect the visualisation of current subjects and situations - globalisation and regionalism. While witnessing these artworks and trying to decipher the meanings, audiences are also invited to recognize their visual processes and to share their experience and interpretation of what they see.

This selection of Thai contemporary art is evidence and a reflection of the society and its development of art in these current times - reflecting the society's identity, changes, beliefs, notion and spirit, and what it means to be "contemporary" now.
















Ties of History: Art in Southeast Asia

8 August - 6 October, 2018
Metropolitan Museum of Manila, University of the Philippines Vargas Museum and Yuchengco Museum, Manila, The Philippines

curated by Patrick D. Flores

Artists: Amanda Heng / Roberto Feleo / Anusapati / Do Hoang Tuong / Chris Chong Chan Fui / Yasmin Jaidin / Min Thein Sung / Vuth Lyno / Jedsada Tangtrakulwong / Savanhdary Vongpoothorn

Advisory Teams: Ahmad Mashadi, Khim Ong, Loredana Pazzini-Paracciani and Grace Samboh.

Opening Reception : 
August 8, 5pm - 9pm at the Metropolitan Museum of Manila, Manila, The Philippines
August 9, 5pm - 9pm at the Yuchengco Museum, Manila, The Philippines
August 10, 5pm - 9pm at the University of the Philippines Vargas Museum, Manila, The Philippines

https://web.facebook.com/tiesofhistory

"Ties of history" is a phrase taken from a document signed by ASEAN's founding members on August 8, 1967. The document describes "a region already bound together by ties of history and culture." A region that is "conscious that in an increasingly independent world, the cherished ideals of peace, freedom, social justice, and economic well-being are best attained by fostering good understanding, good neighbourliness, and meaningful cooperation among the countries of the region." The document gave birth to the regional organization, which taken as a collective is the world's 5th largest economy.

Ties of History: Art in Southeast Asia is a survey of contemporary art, on the one hand. On the other, it is a diligent study of a particular practice. The project selects three works of each artist from the ASEAN countries to be exhibited in three institutions. This enables the exhibition to present a more in-depth look into the interests of the artist and allows the audience from different parts of the city to view the exhibition.

As Flores, who was recently appointed as Artistic Director of Singapore Biennale 2019, explains, "this undertaking...draws attention to the thoughtful and sensitive process of artistic transformation and maturity and tries to avoid the tendency of survey exhibitions to merely select the most popular or the most accessible."

"It also reminds us that artistic practise is not fully formed but rather gleaned in the condition of constant forming that the project endeavors to curate," he adds.

The project is presented by the National Commission for Culture and the Arts (NCCA) through the Dalubhasaan Para sa Edukasyon sa Sining at Kultura (DESK) with the support of the Office of Senator Loren Legarda.


Artist Talk & Round Table Discussion 
Sat. August 11st 10:00 am - 5:30 pm
at Metropolitan Museum of Manila
10:00am - 12:00pm  
Amanda Heng, Roberto Feleo and Chris Chong Chan Fui
1:30pm - 3:30pm 
Anusapati, Savnhdary Vongpoothorn and Jedsada Tangtrakulwong
3:45pm - 5:30pm
Min Thein Sung and Lyno Vuth
Q&A are hosted by Khim Ong and Patrick Flores










นิทรรศการ "ฝากไว้ในแผ่นดิน 140 ปี บี.กริม" 

10 มิถุนายน - 20 มิถุนายน 2561
ห้องนิทรรศการชั้น 8 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

คิวเรเตอร์ โสมสุดา เปี่ยมสัมฤทธิ์

ศิลปิน ธวัชชัย พันธุสวัสดิ์ /วันทนีย์ ศิริพัฒนานันทกูร / คธา แสงแข / กฤช งามสม / อิ่มหทัย สุวัฒนศิลป์ / ปานพรรณ ยอดมณี / ดุษฎี ฮันตระกูล / เจษฎา ตั้งตระกูลวงศ์ / ชูศักดิ์ ศรีขวัญ / สุรเจต ทองเจือ / ถกล ขาวสอาด / อานนท์ ไพโรจน์ / ธิติพร โกธรรม / ฐิติรัตน์ สกุลตันติเมธา / พินรี สัณฑ์พิทักษ์


นิทรรศการ "ฝากไว้ในแผ่นดิน 140 ปี บี.กริม" เป็นโครงการที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร จัดร่วมกับบริษัท บี.กริม โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อระดมทุนสนับสนุนการดำเนินงานของหอศิลปกรุงเทพฯ โดยจัดนิทรรศการในวาระครบรอบ 140 ปีของการดำเนินธุรกิจของ บี.กริม แบ่งเป็น 2 ส่วน 


นิทรรศการหลักฐานประวัติศาสตร์การติดต่อสื่อสารทางไปรษณีย์ บอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ไทย - เยอรมันผ่านคอลเล็คชั่นตราไปรษณียากร ไปรษณียบัตรและซองจดหมายและนิทรรศการผลงานศิลปะร่วมสมัยที่ตีความและได้รับแรงบันดาลใจจากความโอบอ้อมอารี อันเป็นแนวคิดหลักในการดำเนินธุรกิจของบี.กริม ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน


In the Kingdom, 140th Anniversary of B.Grimm

June 10 - 20, 2018
Main Gallery 8th floor, Bangkok Art and Cultural Center 

curated by Somsuda Piamsamrit

Artists : Tawatchai Puntusawasdi, Wantanee Siripattananuntakul, Kata Sangkhae, Krit Ngamsom, Imhathai Suwatthanasilp, Pannaphan Yodmani, Dusadee Huntrakul, Jedsada Tangtrakulwong, Chusak Srikwan, Surajate Tongchua, Thakol Khaosa-ad, Anon Pairot, Thitiporn Kotham, Titirat Skultantimayta and Pinaree Sanpitak 

The exhibition "In the Kingdom, 140th Anniversary of B.Grimm" is a special collaboration project between Bangkok Art and Cultural Center (BACC) and B.Grimm, which aims to raise fund for BACC's activities. This project is initiated by B.Grimm to celebrate its 140th anniversary by supporting the art scene in Thailand. The exhibition, consisting of 2 sections, includes

- Postal history exhibition which narrated B.Grimm's history along with the history of diplomatic relations between Thailand and Germany through the empirical evidence such as correspondence letters, postcard and postal stationeries in collection of B.Grimm.
- Contemporary Art Exhibition interpreted and inspired by the corporate philosophy of B.Grimm.








pictured by Yingyong Wongtakee






























Eclipse

December 1, 2017 - January 25, 2018

H Gallery Bangkok

Curated by Brian Curtin

Opening Reception : Thursday 30 November 2017 from 18:00 until 20:00

Eclipse transforms H gallery into an immersive experience with sharp contrasts of light and dark. Exploring a central concern with wayfinding, where experience segues into metaphor and vice-versa, visitors move through the darkened interior and encounter spot-lit icons and images of disappearance and loss. And the artist has replaced the gallery's lighting with low hanging bulbs so the means of recognition become precarious objects of interest.

Moving through darkness towards light carries profound metaphysical implications but the installation allows for a subtle politics of material interest. The central part of Eclipse is nearly one hundred blackened books that the artist created as a result of damage caused to his belongings due to a flooding of his storage space in Bangkok during October of last year. That month was a momentous one for Thailand as it saw the passing of beloved Rama IX. Drawing an analogy between personal and national experience due to the forces of time and nature, Jedsada's coating of the books with black ink represents a numbness and the speechlessness that ensues from unexpected loss. The blackened books preserve such and thus possess an ambivalence about possible futures; and the colour black carries manifold significance.

Last year also saw the artist relocate to Chiang Mai. A series of photographs depict the rough-hewn hinterlands of the city, pathways into unknown territories and the loss of securities. These frame the strange and unknown as Jedsada continues to refract personal experience through anxious realities that face his country. Eclipse includes a desk with his current works-in-progress and offers speculations on new futures.

Thailand's highly regulated order of public symbolism has just completed a particularly strenuous year. Wayfinding amidst a darkened present carries an ambiguity that can be both exhilarating and ominous. Eclipse acutely captures this ambiguity and, somewhat urgently, insists on the importance of the artist for critical reflection on relations between experience, understanding and the politics of aesthetics.
























Monologue Dialogue 4 : Mysticism and Insecurity

3 May - 1 July 2017

The Koppel Project Baker Street, London 

Curated by Andrew Stahl; co-curated by Hannah Thorne

Artists: Andrew Stahl, Atsuko Nakamura, Be Takerng Pattanopas, Eric Bainbridge, Jedsada Tangtrakulwong, Kai Syng Tan, Miranda Housden, Nathaniel Rackowe, Neil Jeffries, Nipan Oranniwesna, Panya Vijinthanasarn, Rana Begum, Sansern Milindasuta, Tintin Cooper, Tuksina Pipitkul, Yvonne Feng

Private View: 3 May 2017 from 6:30pm - 9pm
Talks: 4 May 2017 from 6:30pm - 9pm

The Monologue Dialogue series has grown from a British Council initiated and funded residency and exhibition in Bangkok, Thailand. From then onwards a series of exhibitions has taken place in Bangkok and London with an evolving and expanding group of participating artists. The last exhibition was in 2014 at the Bangkok Art and Cultural Centre, Thailand. The key focus for the artists has been to install or construct work in a space/gallery together and in some way to reflect on the transcultural nature of today's discourse for artists.

The title of the exhibition Mysticism and Insecurity can refer to perceptions of the mystical and magical nature of human life across all cultures; insecurity however can refer to the inability of art to fully express and realise these transcendent ideas for multiple reasons, primarily though because of the world's materiality, because of materials being resistant, dragging against intentions even for the use of language, and symbolism. This resistance is what is most ecstatic and interesting, where the material itself whether it is paint, objects, performance or virtual media contains the magic and frailty of our existence by being resistant to manipulation. The one thing that unites us all is our materiality and a sense of 'is-ness'.






Twenty Foot Equivalent Unit (TEU)

January 27 -29, 2017

Gasthof Worringer Platz, Düsseldorf, Germany

Artists; REICHRICHTER (Rebekka Reich and Marcus Vila Richter), Bita Razavi, Jedsada Tangtrakulwong, Julien Crepieux, Laurits Svensen, Meng Huang, Taiyo Kimura

Opening Reception: Friday, 27 January 2017, 5 - 9 p.m.

At the center of a dark exhibition space three monitors stand at medium height in a line/ side by side. On there screen six video art works are shown, temporally one after the other, spatially moving from right to left. The sound of each video work will be audible as long as the film is displayed on the center screen.

Vis-à-vis to this techno image triptych is a seating (without backrest) for 3-4 people. In between, in front of the seating a cylinder object made out of paper soaked into black ink hangs above a small heap of cinder. Behind the monitors a wall drawing compromises a map showing the outlines of six countries, the locations and names of seven cities and different kinds of relationship lines. The lines mirror three types of places: where we met the participating artists of the video works, where these artists come from and the places to which their video works are related to.



  Farewell: The Art Center's Acknowledgments 2016 ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๙ - ๑๘​ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ หอศิลปวิทยนิทรรศน์ สำนักงานวิทยทรัพยากร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเมื่อหอศิลปวิทยนิทรรศน์จำเป็นต้องปิดตัวลงในต้นปี พ.ศ. ๒๕๖๐ หอศิลปฯประสงค์ที่จะให้การจัดนิทรรศการครั้งสุดท้าย ใช้ชื่อนิทรรศการว่า Farewell: The Art Center's Acknowledgments 2016 เป็นการกล่าวขอบคุณศิลปินทั้งหลาย ที่ได้ร่วมสร้างชื่อและความสำเร็จให้กับหอศิลปฯ เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง ทั้งในวงการศิลปะไทยและนานาชาติ เปรียบได้กับการทำกิตติกรรมประกาศ (acknowledgments) นิทรรศการอำลาหอศิลปฯนี้ จะจัดแสดงผลงานศิลปะของศิลปินที่เคยแสดงงานที่หอศิลปฯ ในจำนวนมากที่สุดที่เคยมีมา และจัดในลักษณะของ Salon ที่พยายามให้เกียรติศิลปินแต่ละท่านเสมอกัน แม้นิทรรศการนี้จะไม่จำกัดชนิดของผลงาน แต่ก็มีการกำหนดขนาดของผลงาน เพื่อให้สามารถจัดแสดง ผลงานของศิลปินทุกท่านในพื้นที่ได้ นอกจากนี้หัวข้อของผลงานควรมีความเกี่ยวข้องกับการ acknowledgment ในแง่มุมใดแง่มุมหนึ่ง ศิลปิน : กมล เผ่าสวัสดิ์ / กระสินธุ์ อินสว่าง / กฤช งามสม / เกศ ชวนะลิขิกร / คามิน เลิศชัยประเสริฐ / จักกาย ศิริบุตร /     จักรพันธ์ วิลาสินีกุล / จักรวาล นิลธำรงค์ / จิระพัฒน์ พิตรปรีชา / จุฬญานนท์​ ศิริผล / เจษฎา ตั้งตระกูลวงศ์ / ญาณวิทย์ กุญแจทอง / ดาว วาสิกศิริ / ดุษฎี ฮันตระกูล / ตะวัน วัตุยา / เตยงาม คุปตะบุตร / เถกิง พัฒโนภาษ / ท๊อป จ่างตระกูล / ธเนศ อ่าวสินธุ์ศิริ / นพไชย อังควัฒนะพงษ์ / นรเศรฐ์ ไวศยกุล / นิพันธ์ โอฬารนิเวศน์ / ประทีป สุธาทองไทย / ประพล คำจิ่ม / ปรัชญา พิณทอง /   ปิยทัต เหมทัต / พินรี สัณฑ์พิทักษ์ / มานิต ศรีวานิชภูมิ / เมธี น้อยจินดา / ไมเคิล เชาวนาศัย / ยุรี เกนสาคู /                         ลัทธพล ก่อเกียรติตระกูล / วสันต์ สิทธิเขตต์ / วันทนีย์ ศิริพัฒนานันทกูร / วิภู ศรีวิลาศ / วุฒิกร คงคา / สนิทัศน์ ประดิษฐ์ทัศนีย์ / สาครินทร์​ เครืออ่อน / สืบแสง แสงวชิระภิบาล / สุจินต์ วัฒนวงศ์ชัย / สุธี คุณาวิชยยานนท์ ​/ สุรชัย เอกพลากร /                       อดิวิศว์ อังศธรรมรัตน์ / อภินันท์ โปษยานนท์​ / อำมฤต ชูสุวรรณ / อิ๋ง กาญจนะวณิชย์ พิธีเปิดนิทรรศการ : วันพฤหัสบดีที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๖๐ เวลา ๑๘.๓๐ น. เป็นต้นไป





















pictured by The Art Center, Chulalongkorn University

Greatest Hits, 2016, brass plate, W 29.7 x L 42 cm.
รวมฮิต ๒๕๕๙ แผ่นทองเหลือง ขนาด ๒๙.๗ x ๔๒ ซม.

concept : Top 10 artists who most frequently presented their works in the exhibitions at The Art Center, Chulalongkorn University from 1995 to 2016.

แนวคิด ๑๐ อันดับศิลปิน ที่มีผลงานจัดแสดงในหอศิลปวิทยนิทรรศน์ จำนวนครั้งมากที่สุด ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๘ - ๒๕๕๙


 Farewell: The Art Center's Acknowledgments 2016 
26 December 2016 - 18 February 2017The Art Center, Chulalongkorn University, Bangkok, Thailand As The Art Center has planned to revamp its operations in 2017, the gallery is staging a special exhibition to thank all the artists for having contributed to the gallery's past success. The exhibition features the largest number of artists and is presented in a salon style with the aim of giving equal recognition to all the artists. The Art Center hopes this exhibition will act as "Acknowledgments" that expresses deep appreciation for the artists who have exhibited at the gallery while at the same time creating a memorable show that says something meaningful about Thai contemporary art. Artists:  Adiwit Ansathammarat, Amrit Chusuwan, Apinan Poshyananda, Chulayarnnon Siriphol, Dow Wasiksiri, Dusadee Huntrakul, Eiji Sumi, Gi-ok Jeon, Ing Kanjanavanit, Jakapan Vilasineekul, Jakkai Siributr, Jakrawal Nilthamrong, Jedsada Tangtrakulwong, Jirapat Pitpreecha, Justin Mills, Kade Javanalikhikara, Kamin Lertchaiprasert, Kamol Phaosavasdi, Krasin Inswang, Krit Ngamsom, Latthapon Korkiatarkul, Manit Sriwanichpoom, Maytee Noijinda, Michael Shaowanasai, Nipan Oranniwesna, Nopchai Ungkavatanapong, Noraset Vaisayakul, Pinaree Sanpitak, Piyatat Hemmatat, Prapon Kumjim, Pratchaya Phinthong, Prateep Suthathongthai, Sakarin Krue-On, Sanitas Pradittasnee, Soichiro Shimizu, Suebsang Sangwachirapiban, Sujin Wattanawongchai, Surachai Ekphalakorn, Sutee Kunavichayanont, Takerng Pattanopas, Tawan Wattuya, Thanet Awsinsiri, Toeingam Guptabutra, Top Changtrakul, Vasan Sitthiket, Vipoo Srivilasa, Wantanee Siripattananuntakul, Wutigorn Kongka, Yanawit Kunchaethong, Yuree KensakuOpening Reception: Thursday, 19 January 2017 at 6:30 p.m. onwards

Pour


























pictured by Piboon Amornjiraporn



Pour, 2016, steel, enamel paint and LED strip lights, diameter 180 cm x height 220 cm.
ริน ๒๕๖๐ เหล็ก สีน้ำมัน ไฟLEDเส้น ขนาด เส้นผ่านศูนย์กลาง ๑๘๐ ซม. x สูง ๒๒๐ ซม.

Concept: The cylindrical steel structure is inspired by a sand pagoda inside of Wat Duang Dee Temple where the sculpture is installed. This sand pagoda is a part of Lanna tradition of carrying sand into the temple during the Songkran Festival in Thailand. The sculpture is painted in gold in order to integrated with other structures in Wat Duang Dee Temple such as the golden many-tiered state umbrella or the golden roof carving. The sculpture is installed in a slanting direction like a pagoda being tilted to drain out the sand. It is suspended at a small alley in front of Wat Duang Dee Temple with LED lighting during the night, creating a new thought-provaking experience to the area.

แนวคิด ผลงานได้รับแรงบันดาลใจจากเจดีย์ทราย ที่ตั้งอยู่ภายในวัดดวงดี โดยปรับเปลี่ยนวัสดุใน การทำโครงสร้างเจดีย์ทราย จาก   ไม้ไผ่เป็นเหล็ก ใช้การสานเส้นของโครงเหล็ก แทนลวดลายที่เกิดจากการจักสานไม้ไผ่บนเจดีย์ทราย ผลงานมีสีทองเพื่อเชื่อมโยง ประติมากรรมกับสิ่งปลูกสร้างภายในวัดดวงดี  เช่น ยอดฉัตรสีทองของเจดีย์ ลวดลายสลักปิดทองบนหลังคาโบสถ์ ฯลฯ ประติมากรรม ติดตั้งในลักษณะห้อยเอียง คล้ายกับเจดีย์ที่ถูกจับตะแคง เพื่อรินหรือเททรายลงมา ในช่วงเวลากลางคืน ผลงานจะเรืองแสงด้วยไฟ LED   สีขาว ผลงานชิ้นนี้เป็นการนำเสนอมุมมองใหม่ของเจดีย์ทราย ซึ่งเป็นประเพณีในวัฒนธรรมล้านนา และสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับ     ผู้ชมและพื้นที่ที่จัดแสดง

Pour _ Set Up














ขอขอบคุณ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ เชียงใหม่ นุชนารถ ออนแสน ผศ.ดร.สันต์ สุวัจฉราภินันท์ พระปลัดอาทิตย์ อภิวฑฒโน เจ้าอาวาสวัดดวงดี เจ้าของอาคารทางเข้าวัดดวงดี นิพิฐพล บุระสิทธิ์ ทีมงาน Chiang Mai Design Week 2016 บริษัท ONGA Artful Light แม่จิ๊บร้านกรโลหะกิจ อภิญญาภรณ์ ศรีภณ บริษัท V-Sign Media สุรีรัตน์ จุฬาลักษณานุกูล